ความยิ่งใหญ่ของสนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน “ ตัวเองไม่แจงการใช้งบก็ได้ "

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (หรือคำย่อ สผผ.) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา สอบสวน และแสวงหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ในกรณีที่มีข้าราชการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน หรือประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 

ใน 'เอกสารประกอบการพิจารณารายงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปี 2559' โดยกลุ่มงานติดตามผลการดำเนินงาน สำนักกำกับและตรวจสอบ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เสนอ ‘บทวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปี 2559' ได้สรุปการวิเคราะห์ว่า


"ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สอดคล้องกับภารกิจที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดตั้งหน่วยงาน แต่อย่างไรก็ตามในรายงานประจำปี 2559 ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการจัดสรรและรายการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ในขณะที่รายงานประจำปีขององค์กรอิสระอื่นปรากฏรายละเอียดในส่วนนี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเรื่องดังกล่าวมิได้ถูกกำหนดไว้ในรายงานการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องนำเสนอไว้ในรายงานประจำปีตามบทบัญญัติมาตรา 43 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552"

หมายความว่า สผผ. ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้งบประมาณในการทำงานต่อรัฐสภาก็ได้ ซึ่งอาจสวนทางกับการเป็นองค์กรที่คอยตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่ ?

เชิญอ่านข่าวรายละเอียดครับ :


TCIJ: ปี 2559 ผู้ตรวจการแผ่นดินรับร้องเรียน 3,616 เรื่อง แต่ตัวเองไม่แจงการใช้งบก็ได้

ศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

รายงานพิเศษจาก TCIJ พบปี 2559 'สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน' (สผผ.) รับเรื่องร้องเรียน 3,616 เรื่อง มีหน้าที่ครอบจักรวาลตั้งแต่ตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปจนถึงการแก้ปัญหาช้างป่าทำลายพืชผลทางการเกษตร ฯลฯ ทั้งนี้พบมีกฎหมายระบุ สผผ. ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้งบประมาณในการทำงานต่อรัฐสภาก็ได้
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (หรือคำย่อ สผผ.) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา สอบสวน และแสวงหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ในกรณีที่มีข้าราชการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน หรือประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ (อ่านเพิ่มเติม จับตา: 'บทบาท อำนาจ หน้าที่' ของ 'ผู้ตรวจการแผ่นดิน')

ทั้งนี้จาก รายงานประจำปีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2559 ระบุว่าในปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ผู้ตรวจการแผ่นดินมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา 6,217 เรื่อง แบ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนได้ยื่นเรื่องเข้ามาในปีงบประมาณ พ.ศ.2559 จำนวน 3,616 เรื่อง และเรื่องร้องเรียนที่ค้างจากปีงบประมาณก่อนหน้า 2,601 เรื่อง ทั้งนี้ได้มีการดำเนินการแก้ปัญหาจนแล้วเสร็จ 3,417 เรื่อง (คิดเป็นร้อยละ 54.96) เมื่อพิจารณาจำนวนเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2543 (ปีที่ก่อตั้ง) พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 39,911 เรื่อง มีการดำเนินการแก้ปัญหาจนแล้วเสร็จแล้ว 37,211 เรื่อง (ร้อยละ 93.23) และยังมีเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา 2,700 เรื่อง (ร้อยละ 6.77) ในด้านการจัดทำประมวลจริยธรรมไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการพบว่ามีประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องดำเนินการทั้งสิ้นจำนวน 15,709 หน่วยงาน ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 14,606 หน่วยงาน (ร้อยละ 92.39) ของประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกประเภทที่ต้องดำเนินการ และประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท มีจำนวน 8,022 หน่วยงาน ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 7,626 หน่วยงาน (ร้อยละ 95) ของประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทที่ต้องดำเนินการ

[Image: FILE-20170603-2359DZ6H227XX28U.png]

เมื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่ สผผ. รับไว้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2559 จำแนกตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามคำร้องเรียนมากที่สุด 10 อันดับแรก อันดับ 1 ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย (811 เรื่อง) ตามมาด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (651 เรื่อง), องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (609 เรื่อง), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (272 เรื่อง), กระทรวงศึกษาธิการ (233 เรื่อง), กระทรวงคมนาคม (210 เรื่อง), กระทรวงยุติธรรม (184 เรื่อง), กระทรวงการคลัง (124 เรื่อง), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (123 เรื่อง) และกระทรวงสาธารณสุข (76 เรื่อง) ตามลำดับ 

หน้าที่ครอบจักรวาล: แก้ปัญหาช้างป่าทำลายพืชผลการเกษตร (ก็ได้ด้วย?)

[Image: FILE-20170603-2347MX3S6MLSBB7J.png]

รู้หรือไม่ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถแก้ไขปัญหาช้างป่าทำลายพืชผลทางการเกษตรได้ด้วย? ที่มาภาพ: รายงานประจำปีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2559 

หนึ่งในผลงานสำคัญที่ประชาชนอาจจะพิศวงสงสัยว่า ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ เข้ามาเกี่ยวข้องอะไร? นั่นก็คือการแก้ไขปัญหาช้างป่าเข้าทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านได้รับความเสียหาย โดยเรื่องนี้เกิดจากการที่ผู้ร้องเรียนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ตรวจสอบกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรของผู้ร้องเรียนและเกษตรกรในพื้นที่เป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดของอุทยานแห่งชาติดังกล่าวชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาความเสียหาย จากการประสานงานของผู้ตรวจการแผ่นดินส่งผลให้หน่วยงานหาแนวทางแก้ไขปัญหาและได้ชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน สรุปได้ว่ากรณีช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลของชาวบ้านนั้น เป็นช้างป่าตามธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ประมาณ 530,000 ไร่ และมีพื้นที่ติดกับพื้นที่ที่ราษฎรใช้อยู่อาศัยซึ่งมีช้างป่าบางตัวที่ถูกจ่าฝูงไล่ออกจากโขลง จะลงมาใช้พื้นที่ป่าแนวกันชนนี้อาศัยหลบหนีภัย ซึ่งเดิมประชาชนสมัยก่อนทำการเกษตร พอหมดฤดูกาลทำนาก็จะไปหางานทำในเมือง จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับช้างป่า แต่ปัจจุบันมีการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การปลูกยางพารา ปลูกอ้อยส่งโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ประชาชนบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นป่าแนวกันชนเพื่อเศรษฐกิจดังกล่าว จึงทำให้ช้างป่าที่ถูกจ่าฝูงขับไล่ออกมาต้องมาเผชิญหน้ากับประชาชนที่บุกรุกป่าแนวกันชนเหลานั้น เมื่อป่าแนวกันชนถูกบุกรุกทำลายจนหมดสิ้น ประชาชนก็จะนำสัตว์เลี้ยงไปเลี้ยงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้ไปแย่งอาหารและโป่งเทียมของช้างป่า รวมถึงการบุกรุกแผ้วถางและเผาป่าทำให้ทำลายความสมบูรณ์ของพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จนทำให้แหล่งอาหารของช้างป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ไม่สามารถรองรับจำนวนช้างป่า ที่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 154 ตัว จากการสำรวจและติดตามช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยปกติแล้วช้างป่ามีพฤติกรรมอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทึบในช่วงเวลากลางวัน และเริ่มหากินจากป่าสู่ทุ่งหญ้าหรือพื้นที่โล่งในเวลากลางคืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจัดเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนเฝ้าระวังช้างป่าทุกวันทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะช้างป่าออกมาหากินทุกวัน จำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่คอยไล่ผลักดันกลับสู่เขตป่า ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดูแลทรัพย์สินของราษฎรนั้น ในบางครั้งจะถูกช้างป่าทำร้ายบาดเจ็บสาหัส บางรายต้องพิการและเสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังมีหน้าที่รับผิดเข้าไปขับไล่ช้างป่าและปกป้องทรัพย์สินของประชาชน อย่างไรก็ดี จากการประสานงานของผู้ตรวจการแผ่นดินและการทำความเข้าใจร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันหาแนวทางการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตและเพื่อเป็นการบรรเทาและเยียวยาความทุกข์ร้อนของประชาชนทั้งที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่ทางการเกษตรของประชาชนดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นกระทรวงต้นสังกัด ได้พิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดจ้างเจ้าหน้าที่ในการออกปฏิบัติงานลาดตระเวนเฝ้าระวังช้างป่า จัดสรรงบประมาณปลูกพืชอาหารช้างป่าและสัตว์ป่า จัดทำแหล่งน้ำและโป่งเทียมให้ช้างป่า รวมถึงได้เสนอ ‘โครงการอาสาสมัครพิทักษ์ช้างป่า’ และกิจกรรมปักเสาไฟฟ้าคอนกรีตอัดแรง (เก่า) เป็นเพนียดป้องกันช้างป่าไม่ให้ออกมานอกเขตป่าดังกล่าว และกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้น ได้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลืออาหารช้างป่าแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อนำเงินบริจาคที่ได้รับมาเป็นกองทุนช่วยเหลือกรณีช้างป่าออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน และได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินค่าความเสียหายในพื้นที่ เพื่อพิจารณาเรื่องรายงานช้างป่าออกมาทำลายพืช สวน ไร่ นา และทรัพย์สินของประชาชนแล้วส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลืออาหารช้างป่าแห่งประเทศไทย พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินกองทุนฯ ช่วยเหลือแต่ละรายเพื่อทำการเบิกจ่ายตามรายชื่อของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจำนวน 108 ราย จากจำนวนทั้งสิ้น 174 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 409,570 บาท

นอกจากนี้ ในรายงานประจำปีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2559 ยังระบุผลงานเด่น ๆ รอบปีไว้อาทิเช่น การลักลอบนำขยะพิษและกากอุตสาหกรรมทิ้งในพื้นที่บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำสาธารณะ, การเร่งรัดมาตรการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์, ตรวจสอบสำนักงานที่ดินจังหวัดออกเอกสารสิทธิให้แก่เอกชนทับซ้อนพื้นที่บึงสาธารณประโยชน์, ตรวจสอบองค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งขุดดินในทางสาธารณะ ส่งผลกระทบต่อการใช้ทางสาธารณประโยชน์และทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน, ตรวจสอบข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องในการบริหารจัดการการใช้ที่ดินของรัฐ กรณี ตัดและขายผลปาล์มน้ำมันที่ปลูกอยู่ในที่ดินของรัฐ, แก้ปัญหาผลกระทบต่อผู้ประกอบการซึ่งเช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้าประจำภายในอาคารศูนย์ราชการจากการจัดกิจกรรมของหน่วยงานของรัฐ, ตรวจสอบความไม่โปร่งใสการพิจารณาจ้างเหมาปรับปรุงศูนย์เฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยและปฏิบัติการฉุกเฉินโดยระบบกล่องโทรทัศน์, ปัญหาความไม่เป็นธรรมจากการให้เอกชนประมูลเช่าช่วงอาคารตลาดสดเทศบาล และตรวจสอบหน่วยของของรัฐไม่ดำเนินการกับเอกชนในกรณีการจัดสรรที่ดินไม่มีทางผ่านเข้าออกตามคำโฆษณา, จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงปัญหาความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นจากธุรกิจย้อมผ้าของกลุ่มทอผ้าในชุมชน เป็นต้น

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ต้องแจงการใช้งบประมาณก็ได้

ทั้งนี้ใน 'เอกสารประกอบการพิจารณารายงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปี 2559' โดยกลุ่มงานติดตามผลการดำเนินงาน สำนักกำกับและตรวจสอบ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เสนอ ‘บทวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปี 2559' ได้สรุปการวิเคราะห์ว่า

"ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สอดคล้องกับภารกิจที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดตั้งหน่วยงาน แต่อย่างไรก็ตามในรายงานประจำปี 2559 ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการจัดสรรและรายการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ในขณะที่รายงานประจำปีขององค์กรอิสระอื่นปรากฏรายละเอียดในส่วนนี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเรื่องดังกล่าวมิได้ถูกกำหนดไว้ในรายงานการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องนำเสนอไว้ในรายงานประจำปีตามบทบัญญัติมาตรา 43 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552"

หมายความว่า สผผ. ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้งบประมาณในการทำงานต่อรัฐสภาก็ได้ ซึ่งอาจสวนทางกับการเป็นองค์กรที่คอยตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่ ?

อนึ่ง รายงานประจำปีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2559 ได้รับการรับรองจากการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ตามบทบัญญัติมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552 ที่กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง 

จับตา: 'บทบาท อำนาจ หน้าที่' ของ 'ผู้ตรวจการแผ่นดิน'

https://www.prachatai.com/journal/2017/06/71784

 

http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=7002

 


8ความคิดเห็น
  • akausa

    05 มิ.ย. 2017 - 21:06

    จับตา: 'บทบาท อำนาจ หน้าที่' ของ 'ผู้ตรวจการแผ่นดิน'

    [Image: FILE-20170603-2319HQKY58Z9V2ZK.png]

    สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (หรือ สผผ.) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา สอบสวน และแสวงหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ในกรณีที่มีข้าราชการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน หรือประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ พระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ และ ระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินว่าด้วยการแต่งตั้งวุฒิอาสาและการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิอาสา พ.ศ. ๒๕๕๔ นอกจากนี้อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ได้กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมจากเดิมประกอบด้วย

    มาตรา ๒๔๔ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    (๑) พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณี 

    (ก) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น 

    (ข) การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดย ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม 

    (ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ไม่รวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล 

    (ง) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 

    (๒) ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๒๗๙* วรรคสาม และมาตรา ๒๘๐*

    (๓) ติดตาม ประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมตลอดถึง ข้อพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น 

    (๔) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาทุกปี ทั้งนี้ ให้ประกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย

    การใช้อำนาจหน้าที่ตาม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการเมื่อมีการร้องเรียน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนรวมหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้

    มาตรา ๒๔๕ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้ 

    (๑) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 

    (๒) กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดของบุคคลใดตามมาตรา ๒๔๔ (๑) (ก) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง และให้ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

    **หมายเหตุ** 

    มาตรา ๒๗๙ มาตราทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น

    มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีกลไกและระบบในการดำเนินงานเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ 

    การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัย ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๗๐ 

    การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย 

    มาตรา ๒๘๐ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะหรือให้คำแนะนำในการจัดทำหรือปรับปรุงประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ วรรคหนึ่ง และส่งเสริมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีจิตสำนึกในด้านจริยธรรม รวมทั้งมีหน้าที่รายงานการกระทำที่มีการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมเพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบในการบังคับการให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม

    ในกรณีที่การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมมีลักษณะร้ายแรงหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการดำเนินการของผู้รับผิดชอบจะไม่เป็นไปด้วยความเป็นธรรม ผู้ตรวจการแผ่นดินจะไต่สวนและเปิดเผยผลการไต่สวนต่อสาธารณะก็ได้

    เกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดิน

    ผู้ตรวจการแผ่นดิน เกิดขึ้นครั้งแรกโดยใช้ชื่อว่า “ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา” จัดตั้งขึ้น ตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๖ - ๑๙๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทำให้มีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวข้างต้น แต่ยังคงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ได้เปลี่ยนชื่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา” เป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” โดยให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณีการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติของข้าราชการพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การติดตาม ประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมตลอดถึงข้อพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่ามีความจำเป็น รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมทั้งข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาทุกปี นอกจากนี้ การใช้อำนาจตามที่กล่าวมาข้างต้น รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินการได้แม้ไม่มีการร้องเรียนในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนรวม หรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะผู้ตรวจการแผ่นดินอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้

    ต่อมา เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ เรื่อง การสิ้นสุดชั่วคราวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรื่อง การสิ้นสุดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อความสงบเรียบร้อยในการปกครองประเทศ จึงให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรื่อง การสิ้นสุดชั่วคราวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และได้มีบทบัญญัติให้องค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้านการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๔๐ ๔๑ และ ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ต่อไป ตามอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน

    เรื่องที่กฎหมายกำหนดไม่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรับไว้พิจารณา หรือให้ยุติการพิจารณา

    ๑. เรื่องที่เป็นนโยบายซึ่งคณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา เว้นแต่การปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวอาจมีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม หรือเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

    ๒. เรื่องที่ฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเด็ดขาดแล้ว

    ๓. เรื่องที่มิได้เป็นไปตามมาตรา ๑๓(๑) หรือ (๒) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้แก่ เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับข้าราชการหรือ พนักงานของรัฐหรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้าราชการหรือพนักงานของรัฐแต่เป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ราชการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เรื่องที่เกี่ยวกับกรณีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเอง รวมทั้งเรื่องที่ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

    ๔. เรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลหรือการลงโทษทางวินัยของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นกรณีตามนัยมาตรา ๑๓(๒) คือ ประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

    ๕. เรื่องที่ผู้ร้องเรียนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ตามนัยมาตรา ๒๔ คือ เรื่องที่ผู้ร้องเรียนไม่ปฏิบัติตามวิธีการยื่นเรื่องร้องเรียน เช่น ไม่ระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียน ไม่ระบุเหตุที่ทำให้ต้องร้องเรียนพร้อมด้วยข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนตามสมควร ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพในการร้องเรียน และไม่ลงลายมือชื่อของผู้ร้องเรียน ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนสามารถขอให้ปกปิดชื่อและที่อยู่ได้ แต่จำเป็นต้องบอกตัวตนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบว่ามีอยู่จริง

    เรื่องร้องเรียนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่รับพิจารณา หรือยุติการพิจารณา

    ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่รับพิจารณาหรืออาจยุติการพิจารณาเรื่อง ดังต่อไปนี้

    ๑. เรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

    ๒. เรื่องที่ผู้ร้องเรียนมิได้มีส่วนได้เสียและการพิจารณาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม

    ๓. เรื่องที่ผู้ร้องเรียนได้ยื่นเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการร้องเรียน และการพิจารณาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม

    ๔. เรื่องที่ผู้ร้องเรียนได้รับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม หรือได้รับการชดใช้ความเสียหายอย่างเหมาะสมแล้ว และการพิจารณาต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม

    ๕. เรื่องที่ผู้ร้องเรียนไม่มาให้ถ้อยคำ ไม่แสดงพยานหลักฐาน หรือไม่ดำเนินการตามหนังสือที่ได้รับจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

    ๖. เรื่องที่ผู้ร้องเรียนตายโดยที่ไม่มีทายาทเข้าแทนที่ และการพิจารณาต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม

    ๗. เรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยสรุปผลการพิจารณาแล้ว เว้นแต่ จะปรากฏพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่อันอาจทำให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไปทั้งนี้ สำหรับเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่รับหรืออาจไม่รับไว้พิจารณาตามรายละเอียดข้างต้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งเรื่องนั้นไปให้หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินต่อไปตามสมควรแก่กรณีก็ได้



    อ่านเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ตรวจการแผ่นดิน

    พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒
    พระราชบัญญัติสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒
    ระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินว่าด้วยการแต่งตั้งวุฒิอาสาและการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิอาสา พ.ศ. ๒๕๕๔

    http://www.tcijthai.com/news/2017/6/watch/7050

  • The Kingdom

    06 มิ.ย. 2017 - 08:34

    ข่มขู่หน่วยงานของรัฐบาลก็ได้ หัวเราะ

    ผู้ว่าฯ สตง.ขู่สรรพากรปล่อยภาษี “แม้ว” หลุดเจอ ม.157 ฟันแน่ ปัดปูด 4 รมต.โดนหางเลขสอบ

    http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000028423

     

  • akausa

    06 มิ.ย. 2017 - 09:35

    ผู้ว่าฯ สตง.ขู่สรรพากรปล่อยภาษี “แม้ว” หลุดเจอ ม.157 ฟันแน่ ปัดปูด 4 รมต.โดนหางเลขสอบ

     
     
    โดย MGR Online       
    20 มีนาคม 2560 15:45 น. 
    ผู้ว่าฯ สตง.ขู่สรรพากรปล่อยภาษี “แม้ว” หลุดเจอ ม.157 ฟันแน่ ปัดปูด 4 รมต.โดนหางเลขสอบ

    นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (แฟ้มภาพ)

     

            ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เผยสรุปใช้ ม.61 ให้กรมสรรพากรเก็บภาษี “ทักษิณ” ขู่ยื่น ม.157 ฟันแน่หากปล่อยจนเลยสิ้นเดือนนี้ ส่วน “แม้ว” ถ้าไม่จ่ายก็ต้องขึ้นศาลภาษีอากร ระบุส่งชื่อ 60 นักการเมืองให้จัดการต่อแล้ว เน้นรายได้เพิ่มหรือหนี้ลด 5 ล้าน ใครยังไม่ได้จ่ายให้รีบไปเสีย ยันไม่ใช่เรื่องการเมือง โบ้ยไม่ได้เปิดชื่อ 4 รมต.โดนหางเลข 
           
           


           
           วันนี้ (20 มี.ค.) นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวถึงการดำเนินการให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นให้แก่กลุ่มทุนเทมาเส็กว่า เรื่องนี้มีมติในการใช้ช่องทางกฎหมายมาตรา 61 ตามประมวลรัษฎากร เพื่อให้กรมสรรพากรดำเนินการเรียกเก็บภาษี ตอนนี้ต้องให้เวลากรมสรรพากรทำงาน แต่ก็ต้องอยู่ในห้วงเวลาไม่เกินวันที่ 31 มีนาคมนี้ ที่การจัดเก็บภาษีจะหมดอายุความ แต่หลังพ้นกรอบเวลาหากกรมสรรพากรไม่ทำหน้าที่ ก็จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา
           
           นายพิศิษฐ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หากผู้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีเห็นว่ายังไม่มีความเป็นธรรม สามารถอุทธรณ์ตามกระบวนการได้ หรือหากไม่ชำระภาษีหรือเหตุผลในการอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น ก็ต้องขึ้นสู่กระบวนการทางศาล ให้ศาลภาษีอากรเป็นผู้ตัดสินให้ได้ข้อยุติ ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีจะตีความว่ากฎหมายไม่สามารถดำเนินการอะไรได้
           
           ส่วนการดำเนินการเก็บภาษีนักการเมืองในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินกล่าวว่า ได้มีการส่งรายชื่อให้กรมสรรพากรดำเนินการตรวจสอบแล้ว ซึ่งกลั่นกรองจากหนึ่งร้อยกว่าคนเหลือ 60 คน โดยพิจารณาจากนักการเมืองที่มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลงเกินกว่า 5 ถึง 6 ล้านบาท
           
           นายพิสิษฐ์กล่าวต่อว่า ในครั้งแรกเมื่อส่งรายชื่อนักการเมืองทั้ง 60 คน กรมสรรพากรก็แจ้งว่าได้ตรวจสอบกับทาง ป.ป.ช.แล้ว ไม่พบว่ามีการแสดงทรัพย์สินเป็นเท็จหรือร่ำรวยผิดปกติ แต่ทาง สตง.ก็ยืนยันว่ากรมสรรพากรต้องดำเนินการตรวจสอบและจัดเก็บภาษี แม้จะมีสถานะเป็นปกติเพื่อดูว่ามีการจัดเก็บภาษีครบถ้วนหรือไม่ พร้อมฝากถึงบุคคลที่รู้ตัวว่ายังเสียภาษีไม่ครบถ้วนให้รีบไปดำเนินการเสียภาษีจะได้ไม่เสียเงินเพิ่มหากมีการจัดเก็บจากการเรียกประเมิน แต่เสียแค่เบี้ยปรับตามเวลา
           
           “การดำเนินการจัดเก็บภาษีนักการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามเร่งรัด เพราะหากปล่อยเวลาใกล้หมดอายุความ ก็จะคล้ายกับกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ปว่าประเมินภาษีไม่ได้ ขยายเวลาไม่ได้ จนต้องใช้กฎหมายอื่นมาช่วยในการจัดเก็บ ซึ่งเรื่องนี้กรมสรรพากรต้องนำมาเป็นบทเรียน พร้อมย้ำการดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องทางการเมือง แต่เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ต้องการใช้การจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม” นายพิสิษฐ์กล่าว
           
           ส่วนการดำเนินการติดตามภาษีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการเพราะยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ส่วนกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะยื่นหนังสือร้องอธิบดีกรมสรรพากรตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกรณีเช็ค 1 ล้านบาทที่เข้าข่ายควรตรวจสอบภาษีด้วยนั้น นายพิศิษฐ์กล่าวว่า เป็นเรื่องของนายเรืองไกร ในส่วนของ สตง.จะติดตามเรื่องปกติ โดยจะสุ่มบุคคลที่มีประโยชน์ คือบุคคลคนที่มีรายได้เกินจากความเหมาะสมจำเป็น เราจะมุ่งจัดเก็บรายใหญ่ที่ทรัพย์สินเพิ่มจำนวนมากๆเป็นเกณฑ์เช่นเดียวกับที่กรมสรรพากรใช้ตรวจอยู่แล้ว
           
           เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเปิดเผยรายชื่ออดีตรัฐมนตรี 4 รายที่จะถูกสอบภาษี นายพิศิษฐ์กล่าวว่า สตง.ไม่ได้เป็นคนเปิดเผยและไม่ได้รับรู้อะไรทั้งนั้นเพราะไม่ได้มีเจตนาให้มีผลกระทบในเรื่องใดๆ ต้องการเพียงว่าให้กรมสรรพากรไปดูว่าบุคคลใดที่จะต้องเสียภาษีก็ให้ไปเสียให้ครบแต่ถ้าประเมินแล้วรวยเป็นปกติและรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีให้แจ้งมายัง สตง. 

  • fantomous

    06 มิ.ย. 2017 - 10:32

    เมื่อสัก2-3สัปดาห์ที่ผ่านมา  เพื่อนผมซึ่งมีภรรยาเป็นหนึ่งในกกต. ได้เดินทางไปกับกกต.เพื่อดูงานที่ยุโรป และมองโกเลีย  จากนั้นมันก็มาโพสท์ในline จึงโดนเพื่อนในline ถามว่ามันไปในฐานะอะไร  แค่มีเมียเป็นกกต. ออกเงินเดือนเองหรือเปล่า  มันเงียบ  ตัวมันเองเกษียณในตำแหน่งที่ใหญ่พอควรในหน่วยงานเอกชน  แต่เสือกหน้าด้านเดินทางไปดูงานพร้อมเมียที่เป็นหนึ่งในกกต.  เสียดายที่อดีตของมันเป็นหนึ่งในกลุ่มคนตุลา 16 ที่ร่วมต่อสู้กันมา  พอมาได้ดิบได้ดี ทำให้ลืมความหลังอันเจ็บปวดของคนเดือนตุลา  นี่แหละครับ  ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่เข้าใครออกใคร หุ หุ หุ

  • akausa

    06 มิ.ย. 2017 - 12:58

    นี่แหละเป็นตัวอย่างของพวก "ผู้ดี " ที่เอาเปรียบสังคมได้อย่างชัดเจน

  • หลวงพี่เตี้ย

    06 มิ.ย. 2017 - 13:28

    คนดีก็อย่างนี้แหละ   ..........  ขำ

  • ผักหวานป่า

    06 มิ.ย. 2017 - 14:52

    เบื่อคนดี (สมัยนี้)  ขำ